กรมพัฒนาที่ดินเดินหน้าขุดสระในไร่นานอกเขตชลประทานแก้ภัยแล้ง

       นายเกรียงศักดิ์ หงษ์โต อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากสถานการณ์การขาดแคลนน้ำที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมากรมพัฒนาที่ดินจึงได้ดำเนินการขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ไปแล้วประมาณ 150,000 บ่อ กระจายอยู่ในพื้นที่ของเกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ของเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวอีกเป็นจำนวนมาก โดยต้องการให้กรมฯ เข้าไปดำเนินการขุดสระในไร่นา จำนวนไม่ต่ำกว่า 600,000 บ่อ ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองเป็นความต้องการดังกล่าวของเกษตรกร รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณในปี 2556 สำหรับโครงการดังกล่าวพิ่มขึ้นเป็น 80,000 บ่อ ซึ่งมากกว่าปีงบประมรณที่ผ่านมาหลายเท่า ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรหลายรายที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิ์ และไม่มีหนังสือยินยอมให้ดำเนินการขุดสระน้ำจากเจ้าของที่ดิน กรมฯ จึงไม่สามารถดำเนินการขุดสระน้ำให้ได้
อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวด้วยว่า หลังจากการขุดบ่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรต้งมีความตั้งใจประกอบอาชีพทางการเกษตร โดยกรมพัฒนาที่ดิน จะให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรตามความเหมาะสม เช่น ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยพืชสด หญ้าแฝก สารเร่งซูปเปอร์ พด.1 สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 สารเร่ง พด.6 สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 สารเร่งจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.9 พด.11 และปุ๋ยชีวภาพ พด.12 พร้อมทั้งคำแนะนำทางวิชาการในการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดต้นทุน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ หากต้องการยืดการใช้งานแหล่งน้ำในไร่นาหรือบ่อน้ำให้ยาวนานขึ้น จำเป็นต้องมีการป้องกันการพังทลายของดินบริเวณขอบบ่อ เนื่องจากบริเวณด้านข้างของแหล่งน้ำในไร่นาที่เกิดจากการขุดดินออก เพื่อให้เป็นบ่อจะมีความลาดชัน และผิวดินเปิดโล่งไม่มีสิ่งปกคลุม ทำให้น้ำกัดเซาะดินลงไปในก้นบ่อ เกิดการตื้นเขิน จึงควรนำหญ้าแฝกมาปลูกไว้บริเวณรอบขอบบ่อ เพื่อช่วยกรองเศษตะกอนดิน หรือสิ่งปฏิกูลต่างๆ ไม่ให้ไหลลงบ่อและยึดดินขอบบ่อไว้ อีกทั้ง ยังสามารถปลูกพืชผักสวนครัว หรือไม่ รวมทั้งเลี้ยงปลาไว้บริโภคในครัวเรือน เป็นการใช้ประโยชน์บ่อน้ำในไร่นาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับเกษตรกรที่มีความต้องการเข้าร่วมโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานสามารถยื่นเรื่องได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดโดยมีเงื่อนไขเกษตรกรต้องยินยอมในการจ่ายเงินสมทบบ่อละ 2,500 บาท ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนงบในการขุดจำนวนที่เหลืออีกบ่อละ 16,600 บาท รวมเป็นเงิน 19,100 บาท/บ่อ
อย่างไรก็ตาม แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานนับเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่เกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานแล้ว ยังสามารถช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และรักษาความชุ่มชื้นในดินในพื้นที่เกษตรกรรม ตลอดจนช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตของเกษตรได้ดียิ่งขึ้นด้วย

 

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

อีสท์วอเตอร์สำรองน้ำรับมือภัยแล้งปี57 คาดการใช้ภาคตะวันออก310ล้านลบ.ม.

“อีสท์ วอเตอร์” เล็งผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มายังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-หนองปลาไหลปลายเดือนนี้ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในภาคตะวันออก รับมือภัยแล้งปี 57 โดยปีนี้คาดความต้องการใช้น้ำภาคตะวันออกอยู่ที่ 310 ล้านลบ.ม. โตขึ้น 8% และปีหน้าแตะ 320 ล้านลบ.ม. โดยบริษัทฯมีแผนขยับราคาน้ำดิบเพิ่มอีก 50 สต./ลบ.ม.

แหล่งข่าวจากบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน)(อีสท์วอเตอร์ )เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดระยองอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งทั้งอ่างเก็บน้ำดอกกราย หนองปลาไหล และคลองใหญ่มีปริมาณรวม 155 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่าง ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เตรียมพร้อมสำรองน้ำเพื่อใช้ในปีหน้า ขณะที่ปีนี้ปริมาณน้ำดังกล่าวเพียงพอใช้

ดังนั้นบริษัทฯจึงมีแผนที่จะสำรองน้ำเพื่อให้เพียงพอใช้ในปีหน้าหากพบว่าฝนตกน้ำกว่าที่ควรเป็น โดยถ้าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่งต่ำกว่า 160 ล้านลบ.ม. ก็จะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มาสำรองไว้ที่อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ซึ่งบริษัทฯได้มีการหารือร่วมกับกรมชลประทานและชาวบ้านในพื้นที่แล้วคาดว่าจะเริ่มสูบผันน้ำในปลายเดือนพ.ค.นี้ โดยมีเป้าหมายที่อ่างเก็บน้ำทั้ง 3แห่งในระยองจะต้องมีปริมาณน้ำสำรองในปลายปีนี้ไม่ต่ำกว่า 240 ล้านลบ.ม.ใกล้เคียงปี 2555 ที่มีปริมาณน้ำสำองไว้ 270 ล้านลบ.ม.

ส่วนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี พบว่าปริมาณน้ำที่อ่างเก็บน้ำบางพระอยู่ในเกณฑ์ที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่ปริมาณน้ำที่อ่างเก็บน้ำหนองค้อพบว่ามีปริมาณที่น้อยแค่ 23%ของความจุอ่าง จึงมีแผนที่จะผันสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกงมาใช้ในพื้นที่ชลบุรีช่วงปลายเดือนก.ค.นี้ เพื่อลดการใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำหนองค้อ

สำหรับพื้นที่ฉะเชิงเทรานั้น พบว่าขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้งอยู่ เนื่องจากปริมาณน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำน้อยเพียง 20%ของความจุ ทำให้การปล่อยน้ำสู่แหล่งน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิตก็น้อยไปด้วย ดังนั้นบริษัทฯได้มีการส่งน้ำจากสระเก็บน้ำของอีสท์วอเตอร์มาป้อนยังพื้นที่ฉะเชิงเทรามาตั้งแต่ช่วงเม.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าปริมาณน้ำจากสระเก็บน้ำของบริษัทฯจะหมดกลางเดือนก.ค.นี้ หลังจากนั้นก็จะผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกังเข้ามาเสริม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวน้ำในแม่น้ำบางปะกงจะเปลี่ยนเป็นนน้ำจืดแล้ว

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ปีนี้ความต้องการใช้น้ำดิบในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรีอยู่ที่310 ล้านลบ.ม. เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8% แต่ปีหน้าอัตราขยายตัวของความต้องการใช้น้ำในพื้นที่นี้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือเพียง 320 ล้านลบ.ม. เนื่องจากมีแหล่งน้ำประปาของการประปาฯ เข้ามาเสริมในพื้นที่ดังกล่าว

ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงานของบริษัทฯไม่มากนัก เนื่องจากบริษัทฯมีแผนจะปรับขึ้นอัตราค่าน้ำดิบในพื้นที่จากเดิม 10.50 บาท/ลบ.ม.เป็น 11 บาท/ลบ.ม.

 

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

Comments Off

“อภิสิทธิ์”ติงประชุมน้ำไร้ถก”ภัยแล้ง”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์ Blue Sky Channel ถึงการประชุมผู้นำด้านน้ำเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ที่จ.เชียงใหม่ว่า รู้สึกเสียใจที่การประชุมในครั้งนี้ ไม่มีเนื้อหาสาระที่จะกล่าวถึงปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำ ปัญหาภัยแล้ง ทั้งที่ควรเป็นเรื่องใหญ่ในที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญต่อทุกประเทศ และจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นนอน ขณะที่ไทยก็มีเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่เกิดขึ้นจากปัญหาน้ำท่วมและปัญหาภัยแล้ง สำหรับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้น กลุ่มดังกล่าวก็ยืนยันว่าไม่ได้มีความคิดที่จะขัดขวางจนทำให้ไม่สามารถประชุมได้ แต่กลับมีการให้ข่าวในลักษณะที่กลุ่มนี้เสียหาย

ที่มา เนชั่น

Comments Off

ชาวบางขุนเทียนโวยเป็นแหล่งรับน้ำเสีย

ชาวบางขุนเทียนจัดงาน “คืนถิ่น กินปู ดูทะเล” สภาชุมชนโวยกลายเป็นพื้นที่รับน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรม

ชาวชุมชนทะเลบางขุนเทียน  มูลนิธิชุมชนไท และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดงาน “คืนถิ่น กินปู ดูทะเล บางขุนเทียน” ขึ้นระหว่าง 3-5 พฤษภาคม ที่บริเวณสามแยกคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน กทม. โดยนายสุทิน  อ่อนฟุ้ง  ประธานคณะจัดงาน และประธานสภาองค์กรชุมชนเขตบางขุนเทียน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความความร่วมมือของชุมชนที่ต้องการประชาสัมพันธ์เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารทะเลที่สำคัญของประเทศไทย คือ บริเวณอ่าวตัวกอ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านค้าท้องถิ่น และเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ทะเลในพื้นที่มีการแสดงและจำหน่ายสินค้า ซึ่งมีกว่า 200  ร้าน เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตของชุมชน ที่สำคัญคือเป็นการแสดงออกให้รับรู้ว่า ทะเลบางขุนเทียนยังมีความสำคัญต่อเกษตรกรที่ทำอาชีพเลี้ยงสัตว์ทะเลมานาน โดยมีเกษตรกรที่ลงทะเบียนเสียภาษีแก่รัฐบาล กว่า 1,200 ราย  หรือคิดเป็น 90 % ของชุมชน ซึ่งประชาชนทุกคนควรที่จะได้รับสิทธิ์ในการอยู่ และดำรงชีวิตตามวิถีดั้งเดิม มากกว่าตกเป็นพื้นที่ขยะแห่งอุตสาหกรรม

นายสุทิน กล่าวต่อว่า  ในอดีตเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยง กุ้ง หอย ปู ปลาทะเล ในพื้นที่เคยมีรายได้สูงถึง 2 แสนบาทต่อเดือน  เพราะสัตว์ทะเลของบางขุนเทียนมีสัตว์น้ำจำนวนมากจนส่งออกไปขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนมากจะส่งไปที่ปากน้ำสมุทรปราการ   และโรงงานใน มหาชัย จ.สมุทรสาคร  เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่สด สะอาดและปลอดสารพิษ  แต่หลังจากปี 2535 พื้นที่บางขุนเทียนกลายเป็นแหล่งรับน้ำเสียของภาคอุตสาหกรรมที่มีเพียงแค่ 10 % ของพื้นที่ ซึ่งการระบายน้ำได้ทำลายทรัพยากรอันมีค่า จนเกษตรกรต้องลดปริมาณการลงทุนเลี้ยงสัตว์ลง ส่งผลให้รายได้ที่ยังไม่หักต้นทุนในขณะนี้เหลือเพียง  2 หมื่นบาทต่อเดือน  บางครั้งสัตว์เป็นแผล  เนื้อมีตำหนิก็ถูกกดราคา

“ในแต่ละปี น้ำเสียจากโรงงานทั้งโรงชุบโครเมียม  ฟอกสี ย้อมสี มีการปล่อยน้ำเสีย และกลิ่นเน่าเหม็น ปีละ 3-4 เที่ยว จากเมื่อก่อนเคยมีอาหารทะเลที่สมบูรณ์อย่าง ปลาอีกง ปลาสีซอ  ซึ่งวัดความอุดมสมบูรณ์ของทะเลบางขุนเทียน พบว่า ขณะนี้ชาวประมงหาปลาดังกล่าวยากขึ้น  ขณะที่นักท่องเที่ยวเองก็เบื่อสภาพแวดล้อมที่แย่  บางขุนเทียบจึงเงียบเหงา ไม่ค่อยมีใครมาล่องเรือ ชมป่าชายเลนเหมือนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว” นายสุทิน กล่าว

ด้านนายจรัญ ปานอู  สมาชิกสภาเกษตรกร กรุงเทพฯ  กล่าวว่า   สถานการณ์การทำอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น โดย ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ มีการระบายน้ำเข้ามาทางคลองบางหญ้า ติดแขวงท่าข้าม  และแขวงแสมดำ ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาน้ำเน่าเสียต่อเนื่อง โดยเปิดประตูน้ำเสียช่วงต้นเดือนมกราคม –พฤษภาคมของทุกปี  ด้วยวิธีการเปิดต่อเนื่อง 7 วัน และปิด 7 วัน พอผ่านช่วงเดือนพฤษภาคมก็จะเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา  ทางเครือข่ายเกษตรกรจึงได้ประสานประมงสมุทรสาครผันน้ำเน่า เพื่อเจือจางบ้าง หลังจากร้องเรียนไปยังหน่วยงานก็ไม่ประสบความสำเร็จ

“โดยปกติแล้วการเลี้ยงสัตว์ผ่านน้ำกร่อยในทะเลบางขุนเทียนนั้น สำหรับกุ้งและหอยเกษตรกรใช้เวลาเลี้ยงประมาณ  2 เดือนครึ่ง ก็จับขายได้  ส่วนกุ้งกุลาดำใช้เวลาประมาณ 3 -4  เดือน   ขณะที่ปูขาวใหญ่เลี้ยงนาน  4 เดือน แต่ปู คือ สัตว์ทะเลที่มีปฏิกิริยาต่อน้ำเสียมากที่สุด โดยหากแช่น้ำเสีย 2-3 แล้วลอกคราบไม่ได้ เพราะมีสารเคมีเคลือบแน่น  ก็จะตาย  ไวกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทำให้ปูทะเลบางขุนเทียนเริ่มขนาดเล็กลง เกษตรกรจึงอยากให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ซึ่งมาเป็นประธานในการเกิดงานครั้งนี้ ได้เข้ามารับฟังปัญหาและลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการท่องเที่ยว และประกาศนโยบายที่เป็นประโยชน์ในการรักษาแหล่งผลิตอาหารทะเลนี้อย่างยั่งยืน โดยเรื่องแรกควรที่จะอนุมัติงบประมาณสร้างประตูระบายน้ำเสียก่อน โดยต้องสร้างทั้งหมด 6 ประตู ได้แก่ ประตูท่าข้าม  ประตูราชมนตรี ประตูสะแกงาม  ประตูคลองตรง คลองเลนเปน  คลองละหาน  ระบายสู่คลองอ้อ บางกะดี่ ครอบคลุมพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร” นายจรัญ กล่าว

ที่มา โพสท์ทูเดย์

Comments Off

ชาวสวนเมืองจันท์ได้เฮ! ฝนตกต่อเนื่องช่วยประหยัดค่าน้ำ 30%

ศูนย์ข่าวศรีราชา - ฝนตกต่อเนื่องทำชาวสวนมังคุดในจังหวัดจันทบุรีได้เฮ เหตุไม่ต้องเสียเวลาสูบน้ำเข้าสวน ขณะที่พื้นที่ประสบภัยแล้งก็กลับชุ่มชื่น ทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บกักน้ำก็เพิ่มมากขึ้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้ส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนมังคุดในหลายพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี ที่ไม่ต้องเสียเวลาสูบน้ำเข้าสวน จนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 30% และยังสร้างความชุ่มชื่นให้แก่พื้นที่ประสบภัยแล้งใน 9 อำเภอ ของจังหวัด นอกจากนั้น ยังทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บกักน้ำต่างๆ รวมทั้งฝาย เขื่อน และคลองธรรมชาติมีปริมาณมากขึ้น

นายบรรยงค์ เกยูรวรรณ อายุ 56 ปี ชาวสวนผู้ปลูกมังคุด ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ฝนที่ลงมานับว่าเป็นผลดีเป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำความชุ่มชื่นให้แก่สวนผลไม้ที่กำลังออกผลผลิต และยังช่วยลดปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน และเกษตรกรที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อน้ำเข้าสวน นอกจากนั้น ยังประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการตั้งเครื่องสูบน้ำอีกด้วย

ซึ่งฝนที่ตกลงมานั้น กรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งว่า ระหว่างวันที่ 19-24 พ.ค. นี้ลมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะด้านรับลมบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

และขอให้ประชาชนบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยบริเวณภาคตะวันออก ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเรือขนาดเล็ก

นอกจากนั้น ชาวสวนผลไม้ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีที่ผลผลิตกำลังออกควรหาสิ่งยึดเหนี่ยวกิ่ง ก้าน สาขา ป้องกันผลกระทบจากลมกระโชกแรง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ผลไม้ของเกษตรกรได้

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

Comments Off

ประชุมน้ำโลก ศก.เชียงใหม่กระเตื้อง ยอดจองโรงแรมเต็มเอี้ยด! คาดเงินสะพัด 600 ล้าน

นายภูณัช ธนาเหล่าพานิช นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ เปิดเผยถึงการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 วันที่ 14-20 พฤษภาคม ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่า ตั้งเป้าผู้ร่วมประชุมจองโรงแรม 3,000 ห้อง ขณะนี้จองเกือบเต็มหมดแล้ว ส่วนใหญ่จองวันที่ 15-20 พฤษภาคมนี้ รวม 6 วัน คาดทำรายได้วันละ 100 ล้านบาท รวม 600 ล้านบาท

“ผู้ร่วมประชุมส่วนใหญ่จองโรงแรมหลัก 10 แห่ง ย่านช้างคลาน และถนนห้วยแก้ว ซึ่งใกล้สถานที่ประชุม เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว อาทิ เมอริเดียน ระติล้านนา อิมพีเรียลแม่ปิง เชียงใหม่แกรนด์ วิว ปางสวนแก้ว เชียงใหม่ฮิลส์ และเชียงใหม่ภูคำ นอกจากนี้สมาคมฯ ยังรับจัดเลี้ยงอาหารแก่ผู้ร่วมประชุมและเจ้าหน้าที่ วันละ 1,500 คน จาก 5 โรงแรมหลัก คือ แชงกรีร่า ระติล้านนา เชียงใหม่ฮิลส์ ลานนาพาเหรด และสุริวงศ์ รวมรายได้ตลอดจัดงาน 15 ล้านบาท” นายภูณัชกล่าว

นอกจากนี้ ยังร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ จัดโปรแกรมทัวร์แก่ผู้ร่วมประชุม ผู้ติดตามและเจ้าหน้าที่ อาทิ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อ.เมือง ไนท์ซาฟารี และบ้านถวาย อ.หางดง บ้านหัตถกรรมร่มบ่อสร้าง อ.สันกำแพง โบราณสถานเวียงกุมกาม อ.สารภี และวัดวาอารามในเขตตัวเมืองเชียงใหม่

ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

Comments Off

บรวงสรวงประชุมน้ำโลกไร้อุปสรรค

เมื่อเวลา 09.09 น.วันนี้ (15 พ.ค.) ด้านหน้าศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ถนนคันคลองชลประทาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่  นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานในการทำพิธีบวงสรวงเทวดา เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้การจัดงานผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่เกิดอุปสรรค์ ปัญหาใดๆ โดยมีพ่อหนาน ศรีเลา เกษพรหม เป็นผู้ทำพิธีกรรมทางศาสนาตามแบบประเพณีของชาวล้านนา จากนั้นก็ได้มีการจุดธูปเทียนบูชา และแสดงฟ้อนรำถวายเทวดา โดยมีข้าราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการจัดงานเข้าร่วมในพิธีบวงสรวงครั้งนี้ด้วย

นายปลอดประสพ  เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องน้ำ และตัวแทนของประเทศต่างๆ ก็เริ่มทยอยเดินทางเข้ามายังพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่แล้ว ซึ่งได้จัดการต้อนรับ และการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และคาดว่าน่าจะเริ่มทยอยเดินทางกันมาอย่างต่อเนื่อง และวันที่ 18 พ.ค. ก็น่าจะเดินทางเข้ามาครบหมดทุกประเทศที่ได้เข้ามาประชุม  และการเปิดงานเมื่อวานนี้ก็ดี คนก็เข้ามาหลายพันคน นักเรียนก็เยอะ ส่วนที่ปรับปรุงตอนนี้ยังไม่มี แต่สิ่งที่กลัวอย่างเดียวคือกลัวฝน แล้วกลุ่มที่จะมาเคลื่อนไหวนั้น ไม่รู้ผมไม่เกี่ยว สถานที่แห่งนี้ไม่มี แต่หากจะมาอย่างผู้ร่วมประชุมก็เชิญ ก็มาร่วมประชุมได้ จะไปห้ามใคร เพราะจัดให้คนไทย ก็มาตามกติกาของที่นี่ ช่วยกันโฆษณาให้คนเชียงใหม่มากันเยอะๆ ดีกว่า เสียดายอุตส่าห์ทำอยากจะให้ได้ความรู้

สำหรับการบวงสรวงครั้งนี้ ก็อธิฐานให้คุ้มครองการจัดงานให้ปลอดโปร่ง ปราศจากอุปสรรค ใครคิดไม่ดีก็ขอให้เปลี่ยนใจ มาคิดดี แล้วการแสดง แสง สี เสียง ที่จะใช้ต้อนรับผู้นำที่มาร่วมประชุม ก็จัดซ้อมการแสดงไปเรื่อยๆ วันเล่นก็คงเก่งเอง เพราะวันเล่นใช้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ 200 – 300 คน เกิดมาไม่เคยเล่นทั้งนั้นแหละ และคาดว่าน่าจะมีการซ้อมใหญ่ในวันที่ 17 พ.ค. แต่ทุกวันนี้จะเป็นการซ้อมในกลุ่มย่อยไม่ได้มารวมกัน และเย็นนี้เวลา 16.00 น. ก็จะเรียกเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดแสดง แสง สี เสียง ทั้งหมด ไปประชุมใหญ่ที่เวียงกุมกาม ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ อีกครั้ง

ด้านนายธานินทร์ สุภาแสน ผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากมีการเปิดงานแสดงนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา นั้น ผลจากการจำหน่ายสินค้าโอท็อป ซึ่งมีการจัดแสดงภายในงานดังกล่าว จำนวน 52 บูธ โดยมีสินค้าจากจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแม่ฮ่องสอน นั้นก็ได้รับความนิยมจากผู้ที่มาชมงานนิทรรศการเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถจำหน่ายสินค้าโอท็อปได้ 369,050 บาท และมียอดการสั่งซื้ออีก 128,000 บาท ซึ่งผู้ผลิต ผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับการจำหน่ายและการอำนวยความสะดวกเรื่องอาหาร การบริการ และถือเป็นความภาคภูมิใจที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับผู้นำและผู้เข้าร่วมการปชุมจากประเทศต่างๆ ในครั้งนี้

สำหรับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีกระแสข่าวมาว่าจะเดินทางมานั้น ก็จะมาเรียกร้องในเรื่องของปัญหาที่เขาประสบอยู่ทั้งเรื่องของน้ำท่วม ภัยแล้ง ส่วนเรื่องเขื่อนนั้น คงอาจจะเป็นเรื่องของการปรับปรุงเขื่อนมากกว่า ซึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าจะมีการจัดให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่เดินทางมานั้น อยู่กันที่บริเวณศูนย์ประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ของทาง อบจ.เชียงใหม่ จากนั้นก็จะเชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง มารับหนังสือ พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณดังกล่าวไว้ให้กับพี่น้องที่มาร่วมชุมนุมด้วย ซึ่งก็จะเกิดความปลอดภัยในระหว่างการชุมนุม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเช้าวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด กก.ตชด.33 จ.เชียงใหม่ ได้นำกำลังกว่า 30 นาย ปูพรม นำสุนัขตำรวจ และอุปกรณ์ตรวจหาวัตถุระเบิด ออกตรวจสอบบริเวณรอบๆ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ที่เข้ามาชมการแสดงนิทรรศการ และการประชุมระดับผู้นำประเทศที่จะมีขึ้น

ที่มา http://www.dailynews.co.th/thailand/204618

Comments Off

จ.มุกดาหาร ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ง 7 อำเภอ

       นายสกลสฤษฏ์ บุญประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการ จ.มุกดาหาร เปิดเผยว่า ในปีนี้ จ.มุกดาหาร ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา หลังจากฝนทิ้งช่วงและหยุดตกตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อน หรือ อ่างเก็บน้ำต่างๆ ในจังหวัดกว่า 12 แห่งกักเก็บน้ำได้ไม่ถึงร้อยละ 70 ของความจุในแต่ละแห่ง ส่งผลให้น้ำเพื่อการเกษตรไม่เพียงพอเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน รวมไปถึงน้ำอุปโภคบริโภคได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ซึ่งในการช่วยเหลือระยะสั้น จังหวัดได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติทั้ง 7 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยละ 98 ของจังหวัด พร้อมกับได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และได้รับความเดือดร้อน ซึ่งในโอกาสนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง และได้มอบหมายให้รัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อรับทราบปัญหา และหาแนวทางช่วยเหลือ โดยในส่วนของปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ จ.มุกดาหาร และแนวทางแก้ไขที่จังหวัดเสนอจะได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป
ส่วนการผลักดันให้ จ.มุกดาหาร เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ในฐานะที่ดูแลด้านนี้ ขอให้ จ.มุกดาหาร ได้มีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะการกำหนดพื้นที่รองรับการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ชัดเจน โดยในเดือน มิถุนายน 2556 นายกรัฐมนตรีกำหนดให้มีการทัวร์นกขมิ้น ในจังหวัดชายแดนที่จะผลักดันให้เป็นเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อดูศักยภาพและความพร้อมของแต่ละจังหวัดมีมีความแตกต่างกันไป

 

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

Comments Off

พบทุจริตโครงการแก้น้ำแล้ง ทวงสัญญา’รมว.ทส.’ลาออก

น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ กล่าวท้าให้ตนลาออกจาก ส.ส. ในกรณีอภิปรายการทุจริตงบประมาณแก้น้ำแล้ง น้ำท่วม 3.5 แสนล้านว่า? ล่าสุด คณะกมธ.ติดตามงบฯ พร้อมคณะชุดใหญ่ประกอบด้วย กมธ. ปปท.และเจ้าหน้าที่ของสตง.ทั้งจากส่วนกลางและระดับภาค ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบเนื้องานในการขุดลอกหนองบึงที่บ้านหนองโนนปลาขาว ต.นาแซง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ที่อภิปรายในสภา

 “โครงการนี้ ตั้งงบไว้ 48 ล้านบาท เป็นงบผูกพัน พบว่ามีการเบิกงบประมาณไปแล้ว 37.8 ล้านบาท แต่ไม่มีการขุดลอกจริง แค่ใช้เครื่องจักรครูดๆ ริมตลิ่งแล้วเอาดินที่ตักขึ้นมาเสริมขอบ ซึ่งในส่วนพื้นที่สระที่ลึกซึ่งเดิมมีการขุดไว้ให้ลึกกว่าปกติเพื่อรองรับน้ำไว้ใช้ประปาหมู่บ้าน ก็กลับมีการเกลี่ยดินมาถมให้เท่าพื้นที่สระ ยิ่งทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะไม่สามารถใช้น้ำได้ยามหน้าแล้ง”

น.ส.รังสิมา กล่าวว่า เมื่อถามถึงดินที่ขุดออกซึ่งคำนวณตามพื้นที่ต้องได้ปริมาณดิน 7.9 แสนคิว ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ดินที่ขุดหายไปไหน บอกเพียงว่าเอาดินที่ขุดมาเสริมขอบสระ ทั้งที่มีการเบิกจ่ายงบฯ ให้จนดินจากที่อื่นมาเสริมคัดดิน ส่วนงบที่เหลืออีกราว 9 ล้านบาท ที่ยังเบิกจ่ายไม่ได้ เพราะเป็นงบปี 57 ต้องรอก่อน แต่นายปรีชาท้าว่ามีการเบิกจ่ายแค่ 3 ล้านบาท หากไม่เป็นความจริงพร้อมจะลาออกจากตำแหน่ง รมต. วันนี้ผลตรวจสอบจากหลายฝ่ายเห็นร่วมตรงกันแล้วว่า มีการเบิกจ่ายงบฯจริง นายปรีชาจะรับผิดชอบคำพูดอย่างไร จะลาออกจากรัฐมนตรีทรัพยากรฯหรือไม่ หรือดีไม่ดี อาจจะถูกนายใหญ่ปรับออกก่อนที่จะลาออก เพราะโครงการที่กระทรวงรับผิดชอบมีการคอรัปชั่นจริง

นอกจากนี้ทางคณะยังไปตรวจสอบโครงการระบบส่งน้ำจากเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ซึ่งทำโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2545 ใช้งบประมาณ 88 ล้านบาท สร้างจนเสร็จมา 11 ปี แต่ไม่สามารถส่งน้ำให้ชาวบ้านในต.นิคมลำโดมน้อยได้ตามวัตถุประสงค์ เพราะพบการทุจริต ไม่มีการบดอัดดินตามแนวที่จะวางท่อส่งน้ำ พอฝนตก ดินใต้แนวท่อทรุดตัวทำให้ท่อน้ำเคลื่อน ตัวข้อต่อที่ตามสัญญาระบุให้ใช้ข้อต่อเหล็ก แต่กลับลักไก่ใช้ข้อต่อซีเมนต์แทนก็เกิดการแตกร้าว ซึม น้ำไม่มีแรงดัน สร้างมา 11 ปีใช้ไม่ได้ แถมเครื่องสูบน้ำ 3 ตัว เสียทั้งหมด

“อีกโครงการคันพนังกั้นน้ำยัง บ้านบึงเกลือ อ.เหล่าน้อย จ.ร้อยเอ็ดที่ตั้งงบไว้ 18 ล้านบาท ก็พบการทุจริต เรียกได้ว่าในพื้นที่ภาคอีสานไปตรวจสอบเนื้องานที่ไหน ในเกือบทุกระดับทั้งงบ อบต. ของกรมชลประทาน หรือกระทรวงทรัพยากรฯพบการทุจริต ไม่ชอบมาพากลทั้งสิ้น เนื้องานไม่ตรงตามที่ระบุในสัญญา แล้วรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ปล่อยให้ชาวบ้านต้องลำบากขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้อย่างนี้หรือ และเป็นบางส่วนที่ตรวจสอบพบในการใช้งบ 3.5 แสนล้าน จึงไม่อยากคิดว่างบที่จะกู้มาอีก 2 ล้านล้านบาท จะใช้ผลาญกันอย่างไรอีก”

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

Comments Off

บุญบั้งไฟยโสธร พบป้ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกลื่อนงาน

“หมอสมาน” จับมือ สตช.บุกงานบุญบั้งไฟยโสธร เข้มบังคับใช้กฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังบทเรียนปีที่แล้วพบป้ายโฆษณาขาย-ดื่มเกลื่อนงาน วอนผู้ว่าฯจังหวัดเอาจริงเร่งตรวจสอบ ด้าน “เครือข่ายต้านน้ำเมา” เตรียมส่งข้อมูลร้องมหาดไทย

วันนี้ (10 พ.ค.) นพ.สมาน ฟูตระกลู ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ช่วงนี้ถือเป็นเทศกาลเริ่มต้นงานประเพณีบุญบั้งไฟ ดังนั้นจึงมีบางพื้นที่เริ่มร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสำนักงานฯได้รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ ให้ตรวจสอบการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่สวนสาธารณะพระยาแถน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ค.56 นี้ เนื่องจากเกรงว่าอาจมีการทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านๆ มา โดยเครือข่ายฯนำภาพถ่ายและแผนที่จุดเสี่ยงเมื่อปี 2554-2555 ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายนำมาเป็นหลักฐานด้วย

นพ.สมาน กล่าวต่อว่า การร้องเรียนด้วยภาพถ่าย ถือว่ามีมูลความผิดจึงต้องรวบรวมข้อมูลแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดี ขณะเดียวกันทางสำนักงานฯได้ขอความร่วมมือไปยังรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงทีมกฎหมาย กรมสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดยโสธร นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด และพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามกฎหมาย ให้ท่านช่วยตรวจสอบงานบุญบั้งไฟครั้งนี้ว่ามีการทำผิดกฎหมายหรือไม่ โดยขอให้ท่านบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยจากปีที่ผ่านมา เช่น การรับทุนสนับสนุนจากพ่อค้าน้ำเมาเพื่อจัดกิจกรรมพิเศษ ถือว่าเข้าข่ายจัดกิจกรรมสื่อสารการตลาดหรือโฆษณา การติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ติดป้ายโปสเตอร์ที่มีโลโก้ของเครื่องดื่ม หรือบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน หรือการกระทำอย่างใดๆ ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจความหมายได้ว่าเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีความผิดตามมาตรา 32 โทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณสวนสาธารณะของทางราชการ ผิดมาตรา 27 มาตรา 31 มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“การลงพื้นที่ครั้งนี้หากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายเหมือนปีที่แล้วก็ต้องดำเนินคดี และเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาคือ จำคุก 1 ถึง 10 ปี ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยก็ได้สั่งการโดยตรงว่า งานบุญประเพณีควรปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันความสูญเสีย เหตุทะเลาะวิวาท หากมีการละเมิดถือว่าจัดงานโดยขัดคำสั่งปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีความผิดทางวินัย นอกจากนี้ถ้าพบว่ามีการรับผลประโยชน์โดยมิชอบ จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ที่มีผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผู้ตรวจการแผ่นดิน กับสำนักงาน ป.ป.ช.ดำเนินการเอาผิดจนถึงที่สุดต่อไป” นพ.สมาน กล่าว

ด้านนายชูวิทย์ จันทรส เลขานุการเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า เครือข่ายได้ติดตามงานบั้งไฟมาหลายพื้นที่ บางงานก็ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดเหล้าไปแล้ว ไม่มีการขายการดื่มหรือโฆษณาส่งเสริมการขายใดๆ แต่ยังเป็นส่วนน้อย งานส่วนใหญ่ยังเต็มไปด้วยน้ำเมา รวมถึงการพนัน เครือข่ายยังพบว่างานบั้งไฟเป็นเป้าหมายสำคัญของทุนน้ำเมา ที่จะเข้าไปโฆษณาแฝง ส่งเสริมการขาย มีเอเยนต์ผู้ประกอบการน้ำเมายุยงส่งเสริม การกระทำเช่นนี้ถือว่าเอาเปรียบสังคมทำการค้าโดยไม่มีจริยธรรม อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ระดับจังหวัด จนถึงท้องถิ่นก็ปากว่าตาขยิบ บางแห่งเรียกได้ว่าท้าทายกฎหมาย ซึ่งในปีนี้เครือข่ายฯจะลงพื้นที่เก็บข้อมูลหลักฐานให้มากที่สุด เพื่อส่งให้สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด รวมถึงจะส่งข้อมูลไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะถือเป็นการท้าทายกฎหมาย และคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามอยากให้ผู้รับผิดชอบในทุกพื้นที่ ที่จะจัดงานบุญบั้งไฟ คำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ควรให้น้ำเมามาทำลายงานบุญประเพณีที่ดีงาม และอาจผิดกฎหมายด้วย

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์

Comments Off