สมาคมอุตฯ เครื่องดื่มไทย ขานรับแผนการปฏิรูปภาษีของกรมสรรพสามิต

สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยสนับสนุนนโยบายปฏิรูปโครงสร้างภาษีของกรมสรรพสามิตที่จะรวบรวมและปรับเปลี่ยนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิตที่ใช้มาเป็นเวลานาน ให้เป็นประมวลกฎหมายภาษีสรรพสามิต เพื่อมุ่งสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและเป็นสากล เตรียมพร้อมสำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ดี การปฏิรูปจะต้องไม่เพิ่มภาระภาษีแก่ผู้ประกอบการ เพื่อช่วยผู้ประกอบการในการตรึงราคาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และจำกัดผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค ตามที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือมา

นายพรวุฒิ สารสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย กล่าวว่า “สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยสนับสนุนแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของกรมสรรพสามิต ที่ต้องการให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และโปร่งใสยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ติดตามข่าวสารการปฎิรูปโครงสร้างภาษีในครั้งนี้จากสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้จัดการประชุมหารือในหมู่สมาชิกเพื่อรวบรวมความคิดเห็นนำเสนอกรมสรรพสามิตด้วย ซึ่งสมาคมฯ ต้องขอขอบพระคุณผู้บริหารของกรมฯ ที่ยินดีรับฟังข้อคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีในครั้งนี้โดยผ่านการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมฯ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย”

นายพรวุฒิกล่าวต่อไปว่า “สำหรับในส่วนของภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์นั้น ทราบว่าทางกรมฯ อาจพิจารณาเปลี่ยนมาจัดเก็บจากฐานราคาขายปลีก และอาจมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการยกเว้นภาษีให้กับเครื่องดื่มที่ผลิตจากน้ำพืชผักผลไม้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ซึ่งในส่วนนี้ แม้ทางกรมสรรพสามิตจะไม่สามารถให้รายละเอียดที่ชัดเจนได้ แต่ผู้ประกอบการก็เคารพและเข้าใจดีว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ยังไม่ได้ข้อยุติ และไม่ต้องการเข้าไปก้าวก่าย เพียงแต่ขอให้โครงสร้างใหม่ที่ออกมานั้นส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของผู้ประกอบการทุกราย กล่าวคือเป็นโครงสร้างที่มีความเป็นธรรม และเท่าเทียม รวมทั้งมีความชัดเจน เพื่อให้มีการใช้อำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ให้น้อยที่สุด ตลอดจนลดขั้นตอนและงานเอกสารที่ไม่จำเป็นลง อันจะเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีทั้งกระบวนการ”

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

พาณิชย์ลดกระหน่ำ “งานค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม”

นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กิจกรรม “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” ได้รับความร่วมมือจากร้านค้าส่งจำนวน 80 ราย และร้านค้าปลีกเครือข่ายกว่า 6,200 ทั่วประเทศ ร่วมมือร่วมใจกันนำสินค้าในร้านมาลด แลก แจก แถม เพื่อเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ผู้บริโภค สำหรับสินค้าที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหาร เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำพริกเผา ซอสปรุงรส ส่วนสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น โฟมล้างหน้า แป้งหอมเย็น สบู่เหลว ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน ยากันยุง น้ำหอม เป็นต้น

“สำหรับการจัดงาน 3 ครั้งที่ผ่านมา นอกจากสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการหมุนเวียนและมีสภาพคล่องขึ้น โดยสร้างมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 1,600 ล้านบาทแล้ว ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย ให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายในห่วงโซ่อุปทานทำให้เกิดการเกื้อกูลการค้าซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ โดยค้าส่งรวมใจกระจายสินค้าราคาพิเศษจาก ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย ไปยังร้านค้าปลีกเครือข่าย สู่มือผู้บริโภคในราคายุติธรรม” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีการจัดกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรอยยิ้ม และเพิ่มความอยู่ดีมีสุขให้คนไทย และกำหนดจัดงาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” ครั้งที่ 5 ในช่วงเดือนกันยายน 57 ต่อไป

ที่มา.เนชั่น

Comments Off

สนพ. เผย กระแสตอบรับ โครงการพลังคิดสะกิดโลก เกินคาด

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยผลการสมัครแข่งขันโครงการพลังคิดสะกิดโลก ในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมภาคตะวันตกและภาคใต้จำนวน 1,957 โรงเรียน ได้แก่ ภาคตะวันตก จำนวน 549 โรงเรียน ภาคใต้ จำนวน 1,408 โรงเรียน โดยการแข่งขันลดใช้พลังงานในโรงเรียน ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่สถานศึกษารอลุ้นผลเป็นตัวแทนเข้ารอบการแข่งขันระดับจังหวัด

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันในโครงการพลังคิดสะกิดโลก ภาคตะวันตกและภาคใต้มีจำนวนรวม 1,957 แห่ง แบ่งเป็น ภาคตะวันตกมีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันแล้วจำนวน 549 แห่ง โดยโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี สมัครเข้าร่วมการแข่งขันลดใช้พลังงานมากที่สุดจำนวน 149 โรงเรียน ภาคใต้มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันแล้วจำนวน 1,408 แห่ง โดยโรงเรียนในจังหวัดนครศรีธรรมราช สมัครเข้าร่วมการแข่งขันลดใช้พลังงานมากที่สุดจำนวน 255 โรงเรียน

การแข่งขันลดใช้พลังงานในโครงการพลังคิดสะกิดโลก มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน ให้ความรู้และความเข้าใจการใช้พลังงานที่ถูกต้อง พร้อมทั้งให้กลุ่มเยาวชนได้เรียนรู้และมีประสบการณ์จริงในการลงมือปฏิบัติ รวมถึงการคิดสร้างสรรค์วิธีการใช้พลังงานอย่างประหยัดด้วยตัวเอง

ขณะนี้ โรงเรียนในภาคตะวันตกและภาคใต้ ที่เข้าร่วมการแข่งขันประหยัดพลังงาน 1,957 โรงเรียน ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมลดใช้พลังงานในโรงเรียนกันอย่างคึกคัก อาทิ จัดการเรียนการสอนโดยใช้แสงสว่างและความเย็นจากธรรมชาติ เพื่อลดใช้ไฟแสงสว่างและพัดลมในห้องเรียน การจัดกิจกรรมถามตอบปัญหาการลดใช้พลังงานที่หน้าเสาธงหลังเคารพธงชาติ กิจกรรมบันทึกความดีในการอนุรักษ์พลังงาน กิจกรรมเดินรณรงค์อนุรักษ์พลังงานในชุมชนรอบสถานศึกษา กิจกรรมเสียงตามสายรณรงค์อนุรักษ์พลังงาน กิจกรรมจัดทำป้ายรณรงค์ปิดไฟเมื่อเลิกใช้งานในโรงเรียน เป็นต้น” ผู้อำนวยการ สนพ. กล่าว

ที่มา.เนชั่น

Comments Off

PJW เปิดเกมรุกธุรกิจโรงพ่นสี

บมจ.ปัญจวัฒนาพลาสติก (PJW) เปิดเกมรุกธุรกิจโรงพ่นสี หลังจากทุ่มงบลงทุนกว่า 300 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดเปิดตัวโรงพ่นสีที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จ.ชลบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดปี”58 กวาดยอดขาย 200 ล้านบาท “วิวรรธน์ เหมมณฑารพ”หมายมั่นปั้นมือภายใน 5 ปี สร้างยอดขาย 800-1,000 ล้านบาท หนุนธุรกิจในช่วง 3 ปีจากนี้ไปโตปีละ 10-15% ตามแผน คาดแนวโน้มธุรกิจปีหน้ากลับมาสดใส หลังปัญหาการเมืองคลี่คลาย คสช. เคลียร์หนี้จำนำข้าว-ลุยโครงการเมกะโปรเจกต์ กระตุ้นกำลังซื้อ ลงทุนภาครัฐ-เอกชนขยับ

นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) (PJW) เปิดเผยว่า แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2558-2560) บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตปีละ 10 -15% โดยธุรกิจโรงพ่นสีจะเข้ามามีส่วนสำคัญให้รายได้ของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หลังจากในช่วงที่ 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้ทุ่มเงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี ซึ่งล่าสุดในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาได้เปิดไลน์การผลิตเรียบร้อยแล้ว และมีออร์เดอร์ลูกค้าจาก บริษัท ฮอนด้า แอคเซส เอเซีย แอนด์ โอเซียเนีย จำกัด เข้ามาแล้ว คาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากโรงงานพ่นสีประมาณ 40 ล้านบาท ส่วนในปี 2558 รายได้จะโตแบบก้าวกระโดดเป็น 200 ล้านบาท หากมีการใช้กำลังการผลิตเต็มที่ (Full Capacity) จะสร้างรายได้ 800-1,000 ล้านบาท ซึ่งทีมงานบริหารตั้งเป้าไว้ภายใน 5 ปี

อนาคตธุรกิจโรงพ่นสีจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และทำให้สัดส่วนรายได้ในส่วนของธุรกิจชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 15-25% ของรายได้รวม จากเดิมอยู่ที่ระดับ 13-15% ของรายได้รวม และคาดว่าธุรกิจโรงพ่นสีจะถึงจุดคุ้มทุนที่เพียงพอค่าใช้จ่ายโรงงานพ่นสีที่เพิ่มขึ้นภายในปีหน้า และผ่านจุดคุ้มทุนภายใน 5 ปี ”นายวิวรรธน์ กล่าว

ที่มา.thailandindustry

Comments Off

พีทีจี คาดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันโตต่อเนื่อง

พีทีจี คาดสัดส่วนจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการน้ำมันโตต่อเนื่อง ชี้หากปีนี้ขยายสาขาครบ 1,000 แห่ง หวังค่าการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง 57 ดีขึ้น ย้ำโครงการ B100 ไตรมาส3ได้ข้อสรุปส่วนเอทานอล ยังอยู่ระหว่างการศึกษา

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯ คาดว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่มาจากการขายปลีกในสถานีบริการน้ำมันทั้งสถานีบริการของบริษัทเอง (สถานีบริการน้ำมัน COCO) และสถานีบริการน้ำมันที่เป็นของตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของบริษัท (สถานีบริการน้ำมัน DODO) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนสถานีบริการน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากช่วงไตรมาส 1/57 ที่ผ่านมา

ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันภายในสถานีบริการเพิ่มขึ้น 24% จากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้สัดส่วนปริมาณน้ำมันที่จำหน่ายภายในสถานีบริการเพิ่มขึ้นเป็น 78% ของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งหมด

ทั้งนี้ สัดส่วนปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ COCO ในไตรมาส 1/57 คิดเป็น 64% ของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 55% ของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งหมด ในขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันให้กับภาคอุตสาหกรรมและอื่นๆ คิดเป็นประมาณ 22% ของปริมาณน้ำมันที่จำหน่ายทั้งหมด ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเท่ากับ 29% ของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งหมด สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากบริษัทให้ความสำคัญกับการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการเป็นหลัก จึงเร่งขยายสถานีบริการ โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน COCO รวมถึงระบบบัตรสมาชิก Max Card ที่มีฐานสมาชิกกว่า 1.34 ล้านราย ณ สิ้นปี 2556 โดยเพิ่มขึ้นกว่า 260% จากปีก่อนหน้า บริษัทจึงสามารถจัดกิจกรรมการตลาดที่ตรงกับความต้องการของสมาชิก จึงมีการใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน PT อย่างสม่ำเสมอและมีปริมาณที่สูงขึ้น

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

ผอ.สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นเมดิสัน สหรัฐอเมริกา เยี่ยมชมไอ.ที.ซี.คูลลิ่งแบต

ถือเป็นอีกก้าวความสำเร็จของวิศวกรชาวไทย เมื่อ ดร.อภิชิต ล้ำเลิศพงศ์พนา บิ๊กบอสแห่งกลุ่มบริษัท ไอ.ที.ซี. เปิดอาคารประหยัดพลังงานหนึ่งเดียวในโลก “Cooling Batt by ITC” ต้อนรับ Douglas T. Reindl, Ph.D, P.E. Professor, มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน และผู้อำนวยการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นเมดิสัน ที่มีแผนจะเข้าเยี่ยมชมอาคารสำนักงานที่ติดตั้งระบบทำความเย็น “Cooling Batt” และชุดระบายความร้อน “Fanless Evaporative Condenser” นวัตกรรมใหม่ที่ไม่ต้องใช้พัดลม หลังบินตรงมาประเทศไทยเพื่อเป็นวิทยากรสัมมนาวิชาการครั้งสำคัญที่จัดโดย ASHRAE Thailand Chapter สมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทย และสมาคมเครื่องทำความเย็นไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.ศกนี้

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

กองทุนฯ ทุ่มงบ 41.9 ล้านบาท ตั้งศูนย์เผยแพร่อนุรักษ์พลังงานภาคอุตสาหกรรม

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้เล็งเห็นถึงโอกาสและความสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรม ทั่วประเทศ มีจำนวนมากกว่า 130,000 แห่ง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่อาจไม่ได้ ให้ความสำคัญกับเรื่องของการประหยัดพลังงานมากนัก อีกทั้งในภาคอุตสาหกรรมมีบุคลากร ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากตั้งแต่ผู้บริหารไปจนถึงพนักงานสายการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน ดังนั้น การกระตุ้นให้ผู้ประกอบการมีความรู้และตระหนักถึงการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมพัฒนาไปสู่การลดการใช้พลังงาน และลดต้นทุนด้านพลังงานลงได้

จากปัญหาดังกล่าว กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงสนับสนุนงบประมาณจำนวน 41.9 ล้านบาท ให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์เผยแพร่แนวทางการอนุรักษ์พลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม โดยจัดตั้งศูนย์ฯ หลัก 1 แห่ง และจัดตั้งศูนย์ฯ ย่อย 18 แห่ง กระจายตามกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลอนุรักษ์พลังงานผ่านสื่อต่างๆ 5 ช่องทาง ได้แก่ 1.ศูนย์กลางการเผยแพร่ความรู้ และเครือข่ายในพื้นที่ 2.โทรทัศน์ และโทรทัศน์เคเบิลท้องถิ่น 3.วิทยุและวิทยุชุมชน 4.หนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่น และ5.เว็บไซต์ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ ได้นำไปเป็นข้อมูลในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

ปตท. ยืนยันการซ่อมแหล่งก๊าซฯ บงกช เป็นไปตามแผน

นายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งถึงความคืบหน้าของการปิดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชตามแผนงานประจำปี ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา โดย ปตท.ได้มอบหมายให้ทีมงานติดตามการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดและรายงานความก้าวหน้าทุกวัน พบว่า ขณะนี้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนทุกประการ และไม่มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าหรือผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์แต่อย่างใด ขอให้ประชาชนเดินทางเพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยวอย่างสบายใจ

การหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซฯ บงกชในครั้งนี้ มีระยะเวลา 18 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 10-27 เมษายน 2557 ส่งผลให้ปริมาณก๊าซฯ ในระบบขาดหายไปในปริมาณ 630 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่ง ปตท.ได้เรียกก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นมาส่งให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตามแผนการจัดหา พร้อมทั้งเตรียมสำรองน้ำมันเตาปริมาณ130 ล้านลิตร และมีการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำรองไว้อย่างเพียงพอแล้ว แต่ปัจจุบันความต้องการใช้ก๊าซฯ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าต่ำกว่าแผน เนื่องจากโรงงานต่างๆ หยุดการผลิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันเตาที่สำรองไว้

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

ปตท. เปิดตัวสถานีบริการน้ำมันแบบบริการตัวเองเต็มรูปแบบ แห่งแรกในประเทศ

นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันแบบบริการตัวเองเต็มรูปแบบ หรือ Fully Self Serve Station แห่งแรกของประเทศไทย ที่ผู้บริโภคสามารถชำระค่าบริการและเติมน้ำมันด้วยตนเอง โดยชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตร PTT Cash Card ผ่านตู้รับชำระเงินที่อยู่ข้างตู้จ่ายน้ำมันได้ทันที ถือเป็นอีกนวัตกรรมของ ปตท. ที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถได้ถึง 3 มิตินั่นคือ เร็วขึ้น สะดวกขึ้น และประหยัดขึ้นด้วยส่วนลดลิตรละ 30สตางค์ และเป็นไปตามความตั้งใจในการพัฒนาสินค้าและบริการของ ปตท.ให้ตอบสนอง Innovative lifestyles ในปัจจุบัน และเป็นไปตามแนวคิดที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างดีที่สุด

ที่มา.ผู้จัดการ

Comments Off

กสอ.ปั้นไทยสู่ฮับฐานการผลิตรถยนต์ เล็งเพิ่มมูลค่าอุตฯ 5-8%

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่สำคัญ โดยเติบโตควบคู่กับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของไทยมายาวนานกว่า 40 ปี จึงเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและสร้างรายได้มหาศาลนับแสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 11.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ 1 คันประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 20,000 ชิ้น โดยในปี 2556 ไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้รวมกว่า 2.45 ล้านคัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 จากปี 2555

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยสามารถผลิตรถยนต์เป็นลำดับที่ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และสามารถส่งออกได้อันดับ 13 ของโลก ส่งผลให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยประกอบด้วยผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบยานยนต์สำเร็จรูปในประเทศ (OEM : Original Equipment Manufacturers) เช่น เบาะ ล้อ ประตู ยาง และเหล็ก เป็นต้น ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับทดแทน (REM : Replacement Equipment Manufacturer) ผู้ประกอบการในส่วนประกอบในกลุ่มระบบตัวถังรถยนต์ (Body Parts) และผู้ประกอบการในส่วนประกอบในกลุ่มกันชน ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 2,400 ราย แบ่งเป็น ผู้ประกอบการไทย 1,850 ราย ผู้ประกอบการไทยร่วมทุนต่างชาติ 550 ราย

สำหรับมูลค่าการส่งออก อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในปี 2556 สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศกว่า 754,225.90 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นมูลค่าส่งออกรถยนต์ 512,186.40 ล้านบาท เครื่องยนต์มูลค่า 28,353.85 ล้านบาท ชิ้นส่วนและอะไหล่มูลค่า 19,715.26 ล้านบาท อุปกรณ์ยึดจับและแม่พิมพ์มูลค่า 2,636.44 ล้านบาท และชิ้นส่วนสำหรับโรงงานประกอบรถยนต์ (OEM Parts) 190,386.45 ล้านบาท และอื่นๆ 947.49 ล้านบาท (ที่มา : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, 2556) ทั้งนี้ ตลาดสำคัญในการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ถึงแม้จะมีทิศทางการชะลอตัวด้านการผลิตและส่งออกอันเนื่องมาจากการสิ้นสุดนโยบายรถคันแรก รวมทั้งปัญหายืดเยื้อทางการเมืองส่งผลให้มูลค่าการผลิตและส่งออกลดลงไปบ้างแต่ก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะมีรากฐานที่มั่นคงและยังคงมีความต้องการในตลาดอยู่มาก แม้มีนักลงทุนรายใหญ่หลายเจ้าเริ่มมีแนวคิดในการย้ายฐานการผลิตและขยายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพรองรับการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และมีต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่า แต่ในแง่ของคุณภาพการผลิตและปัจจัยแวดล้อมการผลิต ไทยยังมีข้อได้เปรียบอยู่หลายด้าน อาทิ โครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งของไทยมีคุณภาพ ทั้งทางถนน ท่าเรือ และเครื่องบิน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางของภูมิภาค และต้นทุนในการประกอบรถยนต์ถูกกว่าเพราะชิ้นส่วนส่วนใหญ่กว่า 95% ไทยสามารถผลิตได้เอง จึงไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในการขนส่งมากนัก นอกจากนี้ ภาษีการผลิตรถยนต์ของไทยไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย จึงเชื่อมั่นได้ว่าไทยจะยังคงรักษาฐานการผลิตที่เน้นการลงทุนสูงไว้ได้” นายกอบชัยกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา.เนชั่น

Comments Off