“เอสเอ็มอีแบงก์” คลอดสินเชื่อพิเศษ อุ้มรายเล็ก ฝ่ามรสุม ศก.ฝืด

“เอสเอ็มอีแบงก์” ทุ่ม 3,000 ล้านบาทออกกู้สินเชื่อรายย่อย Small SMEs กู้สูงสุด 1 ล้านบาท ผ่อนนาน 7 ปี แถมปลอดเงินต้น 1 ปี และใช้ บสย.ค้ำประกันกู้ แจงเน้นช่วยเหลือรายย่อยให้มีทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่องฝ่าวิกฤต ศก.ฝืดในปัจจุบัน ระบุเปิดให้ยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2557

นางสาวปาริฉัตร เหล่าธีระศิริวงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ขาดแหล่งเงินทุนในการเสริมสภาพคล่องธุรกิจ หรือเงินขยายกิจการต่อเนื่อง เอสเอ็มอีแบงก์จึงได้ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ Small SMEs เพื่อช่วยสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะ โดยเตรียมวงเงิน 3,000 ล้านบาท กู้ได้รายละสูงสุด 1 ล้านบาท และผ่อนสบายนานถึง 7 ปี

ทั้งนี้ สินเชื่อรายย่อย Small SMEs ผู้ประกอบการสามารถกู้ไปเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ หรือเพื่อขยาย ลงทุน หรือปรับปรุงกิจการ หรือสถานประกอบการให้เติบโตต่อไป และเพื่อให้เป้าหมายธุรกิจไปให้ถึงสิ่งที่มุ่งหวัง ธนาคารจึงพร้อมเป็นเพื่อนรู้ใจธุรกิจรายย่อย โดยสินเชื่อดังกล่าวมีจุดเด่นคือ ปลอดเงินต้นสูงสุด 1 ปี ช่วยให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องแบกภาระต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้น และยังอำนวยความสะดวกให้ผู้กู้ที่ไม่มีผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล สามารถกู้ โดยใช้บริการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

ธนาคารเปิดรับคำขอกู้สินเชื่อรายย่อย Small SMEs ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 หรือเมื่อหมดวงเงินสินเชื่อรวมของโครงการ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับคำปรึกษาแนะนำและยื่นขอกู้ได้ที่เอสเอ็มอีแบงก์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Call Center โทร. 1357

ที่มา.ข่าวสด

Comments Off

กรมโรงงานอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการ CSR-DIW 7 ปี ต่อเนื่อง

กรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยความสำเร็จโครงการ CSR-DIW ได้สมาชิกเพิ่มเข้าโครงการต่อเนื่องทุกปี ย้ำ ส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและมีส่วนสนับสนุนชุมชนให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมศักยภาพโรงงานมุ่งสู่การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน (ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบผลิตสีเขียวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน) ณ ห้องแซฟไฟร์ 204-206 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างผู้บริหารโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการในปี พ.ศ. 2557 ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมย์และความมุ่งมั่นในการร่วมดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้สำเร็จลุล่วง เพื่อเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืน (Sustainable Development) โดยในปีนี้ มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการร่วม 414 โรงงาน

กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดตั้งโครงการ CSR-DIW ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรม นำมาตรฐานของกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าด้วยการแสดงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่อสังคม ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสู่มาตรฐาน ISO 26000 และได้รับการยอมรับจากสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับเกียรติบัตรแล้ว มีการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เกิดความร่วมมือกันขององค์กรในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ความชำนาญ สามารถดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมให้เกิดผลกระทบที่เป็นรูปธรรมโดยใช้เวลาและทรัพยากรน้อยที่สุด

ร้อยเอกธเนศ จันทกลิ่น กล่าวว่าถึงความสำเร็จของโครงการ ฯ ว่า “โครงการ CSR-DIW เริ่มต้นเมื่อปี 2551 จากโรงงานกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 20-30 โรงงาน และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของมาตรฐาน เอกสารคู่มือ ซึ่งมีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จนปัจจุบันโครงการ CSR-DIW มีโรงงานอุตสาหกรรมให้ความร่วมมือและเข้าสู่กระบวนการนำมาตรฐาน CSR-DIW ไปประยุกต์ใช้ในสถานประกอบการแล้ว รวมจำนวน 553 ราย และCSR-DIW for Beginner รวมกว่า 1,200 ราย รวมทั้งได้สร้างเครือข่ายของผู้ประกอบการโรงงานที่ได้เกียรติบัตรจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน CSR-DIW จนสามารถพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมโดยตัวเองได้

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

กลุ่ม ปตท.ดับไฟบ่อขยะแพรกษา ส่งมอบคืนพื้นที่ พร้อมสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคชุมชน

กลุ่ม ปตท. ส่งมอบพื้นที่ ในการเข้าช่วยดับไฟบ่อขยะแพรกษา ให้กับปลัดอำเภอเมืองจ.สมุทรปราการ อีกทั้งได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนอุปกรณ์พิเศษในการดับเพลิงประเภทขยะ เพื่อดำเนินการเคลียร์พื้นที่ และดำเนินการตามแผนฟื้นฟูต่อไป โดยกลุ่ม ปตท. เริ่มลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2557 และได้ระดมอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ผจญเพลิง ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่ม ปตท. เพื่อเข้าสนับสนุนงานดับเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่ม ปตท.ได้ใช้อุปกรณ์นวัตกรรม “ท่อดับเพลิงอัดแรงดันน้ำใต้ดิน” เพื่อดับไฟที่ยังลุกอยู่ใต้บ่อขยะกว่า 20 ชุด รถดับเพลิงกว่า 10 คัน ทีมเจ้าหน้าที่ทั้งระดับปฏิบัติการและระดับบริหารกว่า 50 ชีวิต ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ไฟที่ไหม้บ่อขยะ ได้ดับลงและกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ในคืนวันที่ 22 มีนาคม 2557 นับเป็นการประสานความร่วมมือในการช่วยเหลือสังคมของกลุ่มปตท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลดีต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ปตท.ยังได้มอบถุงยังชีพและเครื่องอุปโภค/บริโภคจำนวน 1,000 ชุดให้แก่ชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอีกด้วย

ที่มา.ข่าวสด

Comments Off

แหล่งก๊าซฯสิริกิติ์หยุดซ่อมบำรุง NGV ภาคเหนือตอนบนลดลงชั่วคราว

นายนพดล ปิ่นสุภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 22 – 30 มีนาคม 2557 ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งสิริกิติ์ จังหวัดกำแพงเพชร มีกำหนดเปลี่ยนระบบอุปกรณ์ควบคุมการปฏิบัติงานและความปลอดภัยใหม่ เนื่องจากระบบที่ใช้งานอยู่ครบอายุการใช้งาน ทำให้ไม่สามารถจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับสถานีจ่ายก๊าซฯ หลักลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อการให้บริการเติมก๊าซ NGV ของสถานีบริการ จำนวนทั้งหมด 24 แห่ง ครอบคลุม 12 จังหวัด ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ทั้งนี้ ปตท. ได้มีแผนบรรเทาผลกระทบดังกล่าว โดยการจัดสรรก๊าซและจัดส่งก๊าซฯ จากสถานีจ่ายก๊าซฯ หลัก ในจังหวัดปทุมธานี และสมุทรปราการมาให้บริการกับผู้ใช้รถ NGV ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

แต่ด้วยระยะทางขนส่งที่ไกล และใช้เวลาในการขนส่งก๊าซที่มากขึ้น ทำให้ปริมาณก๊าซที่สถานีบริการลดลงกว่าช่วงปกติ นอกจากนี้ ด้วยปริมาณก๊าซฯที่จำกัด ปตท. จำเป็นต้องปิดสถานีบริการ NGV รวม 4 แห่งในจังหวัดพิษณุโลก ตาก เชียงใหม่ และเชียงราย เป็นการชั่วคราว

ในการนี้ ปตท. ขอความร่วมมือผู้ใช้รถ NGV วางแผนการใช้ก๊าซ NGV ในช่วงเวลาดังกล่าว และหากเป็นรถเชื้อเพลิงสองระบบ กล่าวคือ ใช้ได้ทั้งน้ำมันหรือก๊าซ NGV ขอให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการทดแทน โดย ปตท. ได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถ NGV ได้ทราบล่วงหน้า ณ สถานีบริการในพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ปตท. ใคร่ขออภัยเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ เนื่องจากอุปกรณ์หลักต่างๆ ได้ผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งสิริกิติ์จึงจำเป็นต้องทำการบำรุงรักษาอุปกรณ์เพื่อให้คงมาตรฐานและประสิทธิภาพในการจ่ายก๊าซ ซึ่งเมื่อดำเนินการซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ ปตท. จะเร่งจัดส่งก๊าซฯ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้รถ NGV ได้ตามปกติในทันที” นายนพดล กล่าวเสริมในตอนท้าย

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

“ผู้ค้าราชประสงค์” ฮึดเรียกศรัทธา จัดแคมเปญชอปแหลกลด 70% เรียกนักท่องเที่ยว

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ กล่าวว่า สมาคมฯ เร่งฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจทั้งย่านให้กลับคืนมาเร็วที่สุด โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หายไปในช่วงต้นปี โดยร่วมมือกับสมาชิกผู้ประกอบการภายในย่านทั้ง 5 ศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่กลางเมือง 5 โรงแรมระดับลักชัวรี สมาชิกผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยมากกว่า 3,000 ร้านค้า บัตรเครดิตกสิกรไทย และบัตรเครดิตกรุงศรี ทำแคมเปญสุดสนุกสุดคุ้มครั้งใหม่กับ “อีท เพรย์ ชอป แอท ราชประสงค์” ( Eat Pray Shop @Ratchaprasong) เพื่อแสดงความพร้อมของย่านฯ ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจให้เข้ามาใช้บริการภายในย่านฯ เต็มรูปแบบ

สำหรับแคมเปญดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ อีท (Eat) นำเสนอโปรโมชัน การกิน ดื่ม เที่ยวจากร้านอาหาร และโรงแรมชั้นนำภายในย่านที่ร่วมสร้างสรรค์โปรโมชันส่วนลดตั้งแต่ร้อยละ 20-50, มา 3 คน จ่าย 2 คน หรือฟรีเครื่องดื่มเย็น รวมทั้งของขวัญพิเศษ

เพรย์ (Pray) การไหว้เทพขอความเป็นสิริมงคลจากมหาเทพทั้ง 7 ในย่านราชประสงค์ ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญด้านวัฒนธรรมของย่านที่แตกต่างจากที่อื่น

และชอป (Shop) โปรโมชันจาก 5 ศูนย์การค้า ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์, เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์, ศูนย์การค้าเกษร, ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า และเอราวัณ แบงค็อก ที่จัดส่วนลดสูงสุดถึงร้อยละ 70 หรือของขวัญสิทธิพิเศษมากมาย

นายชายระบุว่า แคมเปญดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในย่านราชประสงค์ให้กลับมาคึกคัก และสามารถชักชวนให้นักท่องเที่ยว นักชอป และประชาชน เข้ามาใช้บริการภายในบริเวณย่านฯ ประมาณ 300,000 คนต่อวัน หรือคิดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 จากช่วงที่ผ่านมา และมีเงินสะพัดภายในย่านฯ กว่า 5,850 ล้านบาทตลอดช่วงแคมเปญ

ที่มา.ข่าวสด

Comments Off

สั่งคุมเข้มห้ามเผาในที่โล่ง ลดวิกฤตฝุ่นละอองหมอกควัน

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10 ) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 21 – 141ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับดีถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณฝุ่นละอองลดลงจากวันที่ผ่านมาเกือบทุกสถานี คุณภาพอากาศอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา ลำปาง น่านและแพร่ อีก 4 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก คุณภาพอากาศอยู่ในระดับดีถึงปานกลาง ซึ่ง ปภ. ได้ประสานจังหวัดภาคเหนือดำเนินมาตรการคุมเข้มมิให้มีการเผาในพื้นที่โล่ง รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาทุกชนิด เพื่อลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่

 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศของ 9 จังหวัดภาคเหนือกับกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าระหว่าง 21 – 141 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับดีถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณฝุ่นละอองลดลงจากวันที่ผ่านมาเกือบทุกสถานี โดยสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสูงสุด ค่า PM10 141 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 110

รองลงมา ได้แก่ อุทยานการเรียนรู้กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา สถานีอุตุนิยมวิทยาลำปาง จังหวัดลำปาง สำนักงานเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน สถานีอุตุนิยมวิทยาแพร่ จังหวัดแพร่ ค่า PM10 130 128 126 123 และดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 105 104 103 102 ตามลำดับ ซึ่งคุณภาพอากาศในจังหวัดลำปางเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพติดต่อกันเป็นวันที่สิบเจ็ด ( 25 ก.พ. – 13 มี.ค. 57) และถือเป็นวันที่ยี่สิบสามของปี 2557 รวมถึงเป็นวันที่สองที่จังหวัดเชียงรายมีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพสูงสุด

โดยจังหวัดเชียงรายมีคุณภาพอากาศในระดับที่มีผลต่อสุขภาพติดต่อกันเป็นวันที่สามแล้ว ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือดำเนินมาตรการคุมเข้มมิให้มีการเผาในพื้นที่โล่ง โดยเฉพาะการเผาริมทาง การเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตรพร้อมขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะ เศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์หมอกควันมิให้วิกฤตมากขึ้น รวมถึงระดมรถบรรทุกน้ำฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นและลดปริมาณหมอกควันฝุ่นละอองในอากาศ ตลอดจนบูรณาการทุกภาคส่วนสนธิกำลังในการระดมวัสดุอุปกรณ์ควบคุมไฟป่าและหมอกควัน

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

ชี้ตลาดอาหารฮาลาลโอกาสเติบโตสดใส สมอ.เร่งเสริมขีดความสามารถให้แก่ ผปก. เดินสายติวเข้มทั่วทุกภูมิภาค หนุนส่งออกตลาดตะวันออกกลางและเปิดเออีซี

นายญาณพัฒน์ อู่ทองทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการรับรองระบบงาน สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสถาบันอาหาร ระบุว่ามุสลิมทั่วโลกมีประมาณ 2,000 ล้านคน อาศัยอยู่ในทวีปเอเชียมากที่สุดประมาณ 1,365 ล้านคน เฉพาะมุสลิมในอาเซียนมีประมาณ 264 ล้านคน หรือราว 40% ของจำนวนประชากรในอาเซียนทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 606 ล้านคน และประเทศที่มีมุสลิมอยู่มากกว่า 60% ของจำนวนประชากรในประเทศ คืออินโดนีเซีย, มาเลเซีย และบรูไน โดยอินโดนีเซียมีมุสลิมสูงถึง 210 ล้านคน หรือคิดเป็น 88% ของจำนวนประชากร 241 ล้านคน ส่วนมาเลเซียมีมุสลิม 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 60.4% ของจำนวนประชากร 29 ล้านคน ส่วนที่บรูไนมีมุสลิม 0.3 ล้านคน หรือราว 67% ของจำนวนประชากร 0.4 ล้านคน สำหรับประเทศไทยมีมุสลิมอยู่ประมาณ 7 ล้านคน ประเมินว่าตลาดอาหารฮาลาลในอาเซียนมีมูลค่าราว 80,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมีการเติบโตสูง โดยเฉพาะภาคการค้าปลีกผ่านทางโมเดิร์นเทรด

จากข้อมูลดังกล่าว ทิศทางอาหารมุสลิม จากการรวบรวมของสถาบันอาหาร พบว่ามีแนวโน้มเติบโตดี และเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 2.6% ประชากรมีกำลังซื้อสูง ทั้งเป็นศูนย์กลางการลงทุน ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาสไทย

ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) จึงได้สนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการตรวจรับรองอาหารฮาลาล โดยมอบหมายให้สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้ทราบหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้าฮาลาล กฎระเบียบในการส่งออกอาหารฮาลาลใน กลุ่มประเทศAEC และทิศทางตลาดอาหารฮาลาลในตะวันออกกลางและAEC โดยจัดอบรมเรื่อง “ความสำคัญและการตรวจรับรองอาหารฮาลาลเพื่อการส่งออกสู่ตลาดตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศ AEC” ทั้งหมดจำนวน 5 ครั้งทั่วทุกภูมิภาค ตั้งเป้าหมายให้ผู้ประกอบการธุรกิจนี้ และผู้สนใจทั่วไป ได้รับความรู้ดังกล่าว และนำไปสู่การผลิตสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานฮาลาลเพื่อการส่งออกตลาดต่างประเทศต่อไป

ด้านนางอรุณี อุสาหะ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและฝึกอบรมอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร กล่าวว่า การจัดอบรมในโครงการนี้ อบรมในหลักสูตรดังกล่าวครบทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 ที่พัทยา จ.ชลบุรี ครั้งที่ 3 ที่จ.เชียงใหม่ ย ครั้งที่ 4 ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา 77 ราย และครั้งสุดท้าย ที่จ.นครราชสีมา รวม 5 ครั้ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 442 ราย

ที่มา.ข่าวสด

Comments Off

จัดใหญ่ มหกรรมปลุกเชื่อมั่นสินค้าเกษตร-อาหารไทย

นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรีและสระบุรี ร่วมกันดำเนิน โครงการส่งเสริมการบริโภคอาหารปลอดภัย ขึ้นเป็นปีแรก ด้วยการจัด “มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1” ระหว่างวันที่ 21 – 23 มีนาคม 2557 ณ อาคาร 1 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อกระตุ้นเตือนผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เกิดความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรให้เข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมเชิญชวนผู้ผลิตและผู้ประกอบการจากทั้ง 4 จังหวัด ร่วมออกบูทขายสินค้าพืช ผักและผลไม้ สินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ กว่า 200 บูท เพื่อให้คนกรุงฯ ได้เลือกซื้อสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

นอกจากนั้น ภายในงานยังมีนิทรรศการให้ความรู้ เกี่ยวกับความปลอดภัยในสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค นวัตกรรมด้านการเกษตร การสาธิตทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ โดยนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง

ที่มา.ข่าวสด

Comments Off

เปิดตัว!! สติ๊กเกอร์ Mr. Idea ชวนประชาชนประหยัดน้ำมัน

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดตัวไลน์สติ๊กเกอร์ ภายใต้ชื่อ “Mr. Idea ชวนเพื่อนๆ ประหยัดน้ำมัน” ซึ่งถือเป็นการต่อยอดโครงการ 108 ไอเดียประหยัดน้ำมัน ที่มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการประหยัดน้ำมันในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล

นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ไลน์สติ๊กเกอร์ ภายใต้ชื่อ ” Mr. Idea ชวนเพื่อนๆ ประหยัดน้ำมัน ” เป็นการต่อยอดโครงการ 108 ไอเดียประหยัดน้ำมัน มีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้ผู้ขับขี่และประชาชนทั่วไปลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยมีแรงบันดาลใจในการออกแบบไลน์สติ๊กเกอร์มาจากความต้องการต่อยอดแนวคิดการแบ่งปันไอเดียประหยัดน้ำมัน ซึ่ง ” Mr. Idea” จะมาแนะนำวิธีประหยัดน้ำมันประกอบด้วย 16 คาแรกเตอร์ และแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ใช้แสดงอารมณ์สื่อสารแทนการสนทนาแบบต่างๆ และส่วนที่เป็นวิธีประหยัดน้ำมัน ได้แก่ ขี่จักรยาน ไม่ขับก็ดับเครื่อง ใช้เส้นทางลัด ลดการใช้น้ำมัน และ car pool เป็นต้น

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off

GUNKUL คว้าออเดอร์พม่า 373 ลบ.รับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด

มจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เครื่องร้อนลงนามสัญญาเพื่อให้บริการด้านวิศวกรรมและจัดหาอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง สำหรับสถานีย่อยไฟฟ้าและระบบสายส่ง ในระบบ 66-230 KV ให้กับ Myanmar Electric Power Enterprise (MEPE),Ministry Of Electric Power ทั้งสิ้น 15 โครงการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 373ล้านบาท หนุนยอดส่งออกพม่าปีนี้โตอย่างมาก “สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย ” ชี้งานดังกล่าวจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด พร้อมระบุเป็นสัญญาณบวกสะท้อนภาพออเดอร์จากพม่าปี 2557 จะขยายตัวในทิศทางที่ดี หลังจากเปิดประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมมั่นใจปีนี้ดันรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 50% จากปีที่ผ่านมา

นายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เปิดเผยว่าบริษัทได้ลงนามสัญญาเพื่อให้บริการด้านวิศวกรรมและจัดหาอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง สำหรับสถานีย่อยไฟฟ้าและระบบสายส่ง ในระบบ66-230 KV ให้กับ Myanmar Electric Power Enterprise (MEPE),Ministry Of Electric Power จำนวนทั้งสิ้น 15 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 11,362,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา หรือคิดเป็น 373 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาส่งมอบงานภายหลังการลงนามในสัญญาและได้รับ L/C แล้วเป็นเวลา 7-10 เดือน และรับรู้รายได้ภายในปีนี้ทันที

จากคำสั่งซื้อที่เข้ามาถือเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าที่พม่ายังขยายตัวอยู่ในทิศทางที่ดี เพราะล็อตที่เข้ามานี้เรียกได้ว่ามากเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเป็นงานที่บริษัทฯ เข้าร่วมประมูลจากปลายปีที่แล้ว และยิ่งพม่าเปิดประเทศมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ต้องพัฒนาความพร้อมในด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อรองรับการเปิดประเทศ ส่งผลทำให้มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย GUNKUL จึงได้รับอานิสงค์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าตามไปด้วย และเราคาดว่าปีนี้ยอดการส่งออกอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของ GUNKUL ไปที่พม่าจะเติบโตอยู่ที่ระดับ 6,000% จากปี 2556 ที่มีการส่งออกลดลงอย่างมาก เหตุเนื่องจากการประมูลเกิดความล่าช้า”

สำหรับแผนการลงทุนไปยังต่างประเทศของ GUNKUL นอกจากการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าไปที่ประเทศพม่าแล้ว ล่าสุดบริษัทยังร่วมลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) จำนวน 50 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส กำลังการผลิตเฟสละ 25 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันพันธมิตรของบริษัทได้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากรัฐบาลพม่าแล้ว

ปัจจุบันเฟสแรกได้จำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว บริษัทฯ อยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อเข้าร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 1/2557 พร้อมกันนี้ยังมีอีกหลายโครงการที่ GUNKUL อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม ส่วนการไปลงทุนประเทศอื่นๆ ไม่ได้ปิดกั้น หากมีโอกาสก็พร้อมที่จะศึกษาความเป็นไปได้ เนื่องจากบริษัทมีกลยุทธ์ที่จะขยายการลงทุนไปยังธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงอันเกิดจากความผันผวนของธุรกิจในด้านอื่นๆ

นายสมบูรณ์กล่าวต่อในช่วงท้ายว่าปีนี้ GUNKUL ตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 50% จากปี 56 ที่คาดว่าจะมีรายได้ราว 2,000 ล้านบาท เนื่องจากจะทยอยรับรู้รายได้จากงานที่ค้างส่งมอบจากปีก่อนคิดเป็นมูลค่ากว่า 2,200 ล้านบาท และทยอยประมูลเพิ่มเติมในปีนี้ รวมถึงรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อีกด้วย

ที่มา.thailandindustry.com

Comments Off